ศธ.ปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะ

ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 46/2560
ศธ.
ปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะ


นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ เตรียมปฏิวัติระบบวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ โดยน้อมนำพระราชกระแสฯ ด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะ ซึ่งจะไม่เน้นจัดทำเอกสารผลงานวิชาการจำนวนมาก แต่เน้นระบบตอบแทนให้ครูที่มุ่งการสอนหนังสือ มีการประเมินทั้งคุณภาพและปริมาณการสอน โดยทดลองใช้และรับฟังความเห็น ก่อนประกาศใช้ภายใน เดือนนี้ (หรือภายในเดือนพฤษภาคม 2560)

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จากมติที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา ได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อแก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะ โดยนำพระราชกระแสฯ ด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทาง ความว่า “ปัญหาปัจจุบันคือ ครูมุ่งเขียนงานวิทยานิพนธ์ เขียนตำราส่งผู้บริหาร เพื่อให้ได้ตำแหน่งและเงินเดือนสูงขึ้น แล้วบางทีก็ย้ายไปที่ใหม่ ส่วนครูที่มุ่งการสอนหนังสือกลับไม่ได้อะไรตอบแทน ระบบไม่ยุติธรรม เราต้องเปลี่ยนระเบียบตรงจุดนี้ การสอนหนังสือต้องถือว่าเป็นความดีความชอบ หากคนใดสอนดี ซึ่งส่วนมากคือมีคุณภาพและปริมาณ ต้องมี reward” (5 ก.ค. 55) และ“ครูบางส่วนเวลาสอนนักเรียนจะสอนไม่หมดแต่เก็บไว้บางส่วน หากนักเรียนต้องการรู้ทั้งหมดวิชา ก็ต้องเสียเงินไปสมัครเรียนพิเศษกับครูท่านนั้น จะเป็นการสอนในโรงเรียนหรือส่วนตัวก็ตาม” (5 ก.ค. 55) นั้น

การประชุมครั้งนี้ ได้ร่วมพิจารณาแนวทางการแก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะ โดยนำพระราชกระแสฯ ด้านการศึกษาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้เป็นแนวทาง ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบให้แก้ไขหลักเกณฑ์การได้มาของวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใหม่ให้เสร็จสิ้นและประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่ภายใน เดือน โดยหลักเกณฑ์ใหม่จะไม่มีการจัดทำด้วยเอกสารผลงานทางวิชาการจำนวนมาก แต่จะเป็นระบบที่ยุติธรรมสำหรับครู ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพในการสอน โดยใช้แฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-Portfolio) เป็นตัวนำ

โดยครูทุกคนทั้งประเทศจะมี ID และ Password สำหรับใช้ในการ Login เข้าไปบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลด้วยตนเอง ว่าสอนกี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ผ่านการอบรมอะไรบ้าง ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาจะเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และความรับผิดชอบในการประเมินทั้งหมดจะจบที่สถานศึกษาหรือจังหวัดนั้น ๆ โดยไม่ต้องเสนอให้ส่วนกลางหรือ ก.ค.ศ.พิจารณา แต่ก็จะมีมาตรการควบคุมความรับผิดชอบของครูหรือผู้บริหารสถานศึกษา หากมีการฮั้วหรือรายงานเท็จ จะมีความผิดตามมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญาด้วย ถือเป็นการปฏิวัติระบบวิทยฐานะใหม่ของประเทศ

ทั้งนี้ ในช่วง เดือน ก่อนที่จะประกาศใช้หลักเกณฑ์ประเมินวิทยฐานะใหม่ ขอให้สำนักงาน ก.ค.ศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดให้มี Focus Group เพื่อรับฟังความเห็นว่า ระบบใหม่ขาดตกบกพร่องอย่างไรบ้าง ก่อนที่จะประกาศใช้จริง

จากการประชุมครั้งนี้ ทำให้รับทราบข้อมูลด้วยว่า มีข้าราชการครูจำนวนมากที่ไม่มีวิทยฐานะ แยกเป็นข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 33,190 คน หรือประมาณร้อยละ 10 ของครู สพฐ.ทั้งหมด ส่วนข้าราชการครูสังกัดสำนักงาน กศน. มีจำนวน 431 คน หรือประมาณร้อยละ 20 และข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ที่ยังไม่มีวิทยฐานะ รวม 4,198 คน หรือร้อยละ30 สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากครูไม่มีเวลาทำผลงานทางวิชาการ และต้องเสียเวลาในการจัดทำเอกสารผลงานทางวิชาการจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ครูที่ขอรับการประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะจากเชี่ยวชาญเป็นเชี่ยวชาญพิเศษนั้น ยังคงจำเป็นต้องใช้หลักเกณฑ์เดิมคือ เน้นการจัดทำผลงานการวิจัย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า หลักเกณฑ์ใหม่นี้ เชื่อว่าจะเป็นระบบที่สร้างความเป็นธรรมและค่าตอบแทนให้เกิดขึ้นกับครูที่มุ่งการสอนหนังสือ ซึ่งจะมีการกำหนดเกณฑ์ในการประเมินสำหรับครูที่มีปริมาณการสอนและคุณภาพการสอน เช่น การสอนเด็กพิเศษ ซึ่งมีการเตรียมการสอนที่ยุ่งยากกว่าสอนเด็กนักเรียนปกติทั่วไป ก็จะมีคะแนนเพิ่มขึ้น และการประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ ก็จะยังคงมีอยู่ เพื่อสร้างมาตรฐานและจรรยาบรรณทางวิชาชีพครู แต่จะไม่ประเมินด้วยระยะเวลาถี่จนเกินไป ซึ่งจะพยายามลดภาระต่าง ๆ ในการประเมินสำหรับครูให้มากที่สุด ส่วนข้าราชการครูที่อยู่ระหว่างการยื่นผลงานเพื่อขอรับการประเมินวิทยฐานะที่ค้างท่อในเวลานี้กว่า 3,000 คนนั้น มอบ ก.ค.ศ.ไปพิจารณา ซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้รับการพิจารณา ส่วนตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ที่ประชุมก็เห็นตรงกันว่าอาจจะเปลี่ยนไปใช้เงินประจำตำแหน่ง เพื่อสะท้อนความเป็นจริงและสอดคล้องกับระบบบริหารมาตรฐานสากล

ทิศทางการศึกษา

กรุงเทพฯ–29 ส.ค.–Innovation Group
คุณปฏิมา ชุณหสวัสดิกุล ประธานกรรมการบริหารด้านธุรกิจการขาย กลุ่มบริษัทอินโนเวชั่น มอบทุนการศึกษาใน “กองทุน ปฎิมา ชุณหสวัสดิกุล” แก่นิสิตคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2560 ณ ห้องพูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริเดช สุชีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ เป็นประธาน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำหน้าที่เป็นเบ้าหลอมแห่งการผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นทั้งคนดี คนเก่ง และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในสังคม รวมทั้งผลิตบุคลากรทางการศึกษาทั้งครูมืออาชีพและนักวิชาการในการพัฒนาคุณภาพและยกระดับการศึกษาไทยต่อไปในอนาคต

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/prg/2701553

ข่าวการศึกษา

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2560 เว็บไซต์กระทรวงศึกษาธิการ ได้เผยแพร่ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 452/2560 เรื่อง ครม.อนุมัติแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ศธ. โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 29 สิงหาคม 2560 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ คือ มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (ระดับ 11) จำนวน 3 ราย และผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ระดับ 10) จำนวน 1 ราย ดังนี้   นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสภาการศึกษา นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้ ได้อนุมัติ นางสาวดุริยา อมตวิวัฒน์ ศึกษาธิการภาค (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานศึกษาธิการภาค 13 ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://www.kroobannok.com/82795

ครูไทย

ประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง รายชื่อผู้สมควรได้รับการคัดเลือกเพื่อรับรางวัลคุรุสภา ประจำปี พ.ศ. 2560
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ : http://w

เด็กไทยกับการทดสอบ O-NET

 

ดร.สมศักดิ์  ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า สกศ. ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จัดการประชุมเสวนานโยบายการศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ – เอเชียตะวันออก โดยเรียนเชิญ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี นางสาวแอน เบเรต คัฟลี (Ms. Anne Berit Kavli) ผู้แทนสมาคมนานาชาติเพื่อการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา (IEA) และผู้แทนด้านจัดระบบการศึกษา 7 ประเทศคือ ผู้แทนประเทศมาเลเซีย สาธารณรัฐสิงคโปร์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เขตการปกครองพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน และไทย มาร่วมถ่ายทอดแลกเปลี่ยนแนวคิดการจัดระบบการศึกษา และปรับปรุงนโยบายและยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาคุณภาพและยกระดับความรู้และทักษะการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของแต่ละชาติ ภายหลังการประกาศผลโครงการศึกษาแนวโน้มการจัดการศึกษาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ของนักเรียนเทียบกับนานาชาติ (TIMSS) และโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติของประเทศสมาชิกองค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาเศรษฐกิจ (PISA) เมื่อปี 2558 โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนดค่าเป้าหมายการพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้ผลการทดสอบนานาชาติ PISA เป็นตัววัดสัมฤทธิผลการปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ของผู้เรียนที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งข้อสรุปจากการประชุมวิชาการที่มีนักวิจัยระบบการศึกษาจากทั้ง 7 ชาติ ทาง สกศ. จะได้บูรณาการการมีส่วนร่วมจัดการทดสอบความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และ เทคโนโลยี เพื่อใช้ศึกษาวิจัยสัมฤทธิผลผู้เรียนกับการกำหนดทิศทางนโยบายและมาตรฐานการจัดการศึกษาชาติ และนำข้อมูลสังเคราะห์และวิเคราะห์แนวทางจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาของประเทศอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนบูรณาการขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศไทยและทั้ง 7 ประเทศในอนาคต

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การขับเคลื่อนและปฏิรูปการศึกษารองรับประเทศไทย 4.0 ไม่ใช่แค่เน้นหนักด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมเท่านั้น เพราะต้องส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ซึ่งเป็นทักษะใหม่ร่วมด้วย โดยเฉพาะการจัดระบบการศึกษาใหม่ที่ดึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง และทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษา ทั้งนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ได้เคยกล่าวถึงการเตรียมระบบการศึกษาสมัยใหม่เพื่อรองรับคลื่นความเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ของโลก ซึ่งต้องมองบริบทรอบด้านของประเทศไทยด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมด้านการศึกษารองรับทิศทางการศึกษาที่นำไปสู่การมีงานทำ ส่งเสริมให้เกิดการศึกษาตลอดช่วงวัยที่ไม่ใช่แค่วัยเด็ก แต่รวมถึงการส่งเสริมการศึกษาสำหรับคนวัยทำงาน และการฝึกอบรมรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างสอดคล้องกันทั้งระบบ

ด้าน นางสาวแอน เบเรต คัฟลี ผู้แทน IEA กล่าวว่า การดำเนินงานของ IEA มีเป้าหมายสำคัญคือเพื่อพัฒนาและปรับปรุงขีดความสามารถและสมรรถนะด้านการศึกษาของประเทศต่าง ๆ ครอบคลุม 57 ประเทศสมาชิก โดยใช้ฐานข้อมูลคะแนน TIMSS และ PISA เปรียบเทียบระหว่างประเทศ โดยเลือกประเมินผลการศึกษา 2 ช่วงคือ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อแสวงหาจุดแข็งและจุดอ่อนของระบบการศึกษาแต่ละชาตินำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น สำหรับผลประเมินการศึกษาประเทศไทยยังค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับฮ่องกงในระดับเอเชียด้วยกัน เนื่องจากนักเรียนไทยยังไม่สามารถนำความรู้ และใช้เหตุผลมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ปัญหาใหญ่ที่พบเหมือนกันคือสถานศึกษาที่อยู่ห่างไกลและนักเรียนยังยากจนย่อมส่งผลกระทบต่อผลการเรียนที่ด้อยกว่าสถานศึกษาที่อยู่ในเมืองใหญ่และนักเรียนมีฐานะร่ำรวยกว่าซึ่งเกิดขึ้นกับทุกประเทศ ดังนั้น จึงต้องเร่งลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา

“สิ่งที่ IEA ประเมินผลการศึกษาแต่ละชาติยังไม่สามารถลงลึกถึงรายละเอียดต่าง ๆ มากนัก แต่เป็นการชี้แนวโน้มและดัชนีชี้วัด โดยยึดบริบทระบบการศึกษาของแต่ละประเทศเป็นเกณฑ์พื้นฐาน และการวิเคราะห์ต่าง ๆ ต้องศึกษาอย่างรอบด้านทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพทั้งข้อมูลจากต่างประเทศและในประเทศนำมาเปรียบเทียบและปรับใช้ร่วมกันจึงจะเห็นแนวภาพแนวโน้มที่ดีของระบบการศึกษาที่เหมาะสมกับประเทศนั้น”

การศึกษาไทยในวันนี้

ในทุกวันนี้การศึกษาไทยมีการเปลี่ยนแปลงจากอดีตมากมาย…

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า “การศึกษาในยุค Thailand 4.0” มีความหมายมากกว่าการเตรียมความพร้อมของคนหรือให้ความรู้กับคนเท่านั้น แต่เป็นการเตรียมมนุษย์ให้เป็นมนุษย์ กล่าวคือ นอกจากให้ความรู้แล้ว ต้องทำให้เขาเป็นคนที่รักที่จะเรียน มีคุณธรรม และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ด้วย นั่นก็คือการสร้างคนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 โดยเน้นทักษะในการคิดวิเคราะห์เป็นหลัก ในขณะเดียวกัน Thailand 4.0 คือ การพัฒนาประเทศให้มีความทันสมัย มีรายได้มากขึ้น และก้าวพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง โดยจะต้องผลิตนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาประเทศ และต้องสามารถติดต่อค้าขายกับนานาประเทศได้ด้วย

ดังนั้น การศึกษาจึงต้องเร่งดำเนินการปฏิรูปการเรียนรู้ให้กับเด็กไทย ได้เข้าก้าวสู่ Thailand 4.0 อย่างเป็นรูปธรรมในหลายด้าน เช่นการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เป็นหัวใจสำคัญในการสื่อสารกับนานาชาติ ทั้งเพื่อการติดต่อสื่อสาร การแลกเปลี่ยนความรู้ การประสานความร่วมมือ และการค้าขาย ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการยกระดับภาษาอังกฤษของประเทศผ่านโครงการสำคัญต่าง ๆ อาทิ การพัฒนาครูภาษาอังกฤษผ่านกระบวนการ Boot Camp, จัดทำแอพพลิเคชั่น Echo Hybrid, Echo English เป็นต้น

การส่งเสริมการเรียนการสอน วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสะเต็มศึกษา (STEM Education) เพื่อให้เด็กมีความเข้าใจเกี่ยวกับศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของโลกและวัตถุต่าง ๆ ในขณะเดียวกันเด็กไทยในอนาคตก็ต้องคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมของไทยที่ดีงาม ควบคู่กับการเรียนรู้ศาสตร์ใหม่ ๆ ที่มีความทันสมัยด้วยเช่นกัน

การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ สิ่งสำคัญหนึ่งที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ค้นพบเกี่ยวกับ Communication Thinking Skill คือการสอนเรื่องการคิดวิเคราะห์ ไม่สามารถแยกวิชาสอนต่างหากได้ แต่จะต้องมีการเรียนวิชาการแต่ละเรื่องอย่างลึกซึ้งเสียก่อน หลังจากนั้นการคิดวิเคราะห์จะตามมาเอง เช่นเดียวกับการเรียนภาษาอังกฤษ ต้องมีความรู้เรื่องไวยากรณ์ควบคู่กับการอ่าน จนมีความรู้เรื่องคำและเรื่องภาษาจริง ๆ เมื่อนั้นเราก็จะสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ รวมทั้งสามารถนำความรู้ไปใช้งานต่อได้ด้วย

การปรับหลักสูตรการเรียนการสอน ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังปรับปรุงหลักสูตรใหม่ เพื่อนำมาใช้ในปีการศึกษา 2561 จากเดิมเรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ อาจจะปรับให้เรียนเป็นรายวิชาเฉพาะเช่นในอดีต โดยเนื้อหาหลักสูตรจะเปลี่ยนไปตามองค์ความรู้ในโลกยุคใหม่ พร้อมกับการเรียนเฉพาะเรื่องที่สำคัญ ๆ และเรียนให้รู้อย่างลึกซึ้ง ทั้งนี้อาจเกิดวิชาใหม่ ๆ เช่น Computing ที่จะเป็นการเรียนเกี่ยวกับโปรแกรม ที่ใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องจักร เครื่อง กล เพื่อให้เด็กสร้างนวัตกรรมและรู้เท่าทันเทคโนโลยี, ความรู้เรื่องวิศวกรรมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ใหม่ ๆ ที่จะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมได้ในที่สุด รวมทั้งอาจจะนำวิชาเดิม ๆ กลับมาสอนอีก เช่น วิชาภูมิศาสตร์ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เรื่องของโลก เกี่ยวโยงไปสู่วิชาวิทยาศาสตร์และเกษตรกรรม คือความเข้าใจการเกิดของมนุษย์ เข้าใจพื้นที่ เป็นต้น

การพัฒนาปรับปรุงตำราเรียนให้มีมาตรฐาน 5 ดาว กระทรวงศึกษาธิการมีความพยายามที่จะสร้างตำราเรียน ให้มีมาตรฐาน เพราะตำราที่ดีจะช่วยส่งเสริมและกระตุ้นให้เด็กอยากรู้ อยากเห็น อยากตั้งคำถาม ดังนั้น ตำราเรียนต้องตอบสนองต่อผู้เรียนจริง ๆ ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำมาตรฐานตำราเรียน โดยจะมีการให้คะแนน (ดาว) ตามองค์ประกอบของตำราที่กำหนดขึ้น เช่น มีรูปเล่มสวยงาม มีภาพประกอบที่ดี มีหัวเรื่องบทเรียนและเป้าหมายที่ชัดเจน มีวิธีการและตัวอย่างในการแก้โจทย์-แก้ปัญหา ตลอดจนมีแบบฝึกหัดและมีลิ๊งค์เชื่อมโยงแบบออนไลน์ เป็นต้น ล่าสุดได้มีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับสำนักพิมพ์ที่ผลิตตำราเรียนทั้งหมด เพื่อผลิตตำราเรียนที่ดีมีคุณภาพ และในอนาคตรัฐบาลก็จะใช้ตำราเรียนที่ได้ 5 ดาวเท่านั้น หากตำราใดมีมาตรฐานที่เท่ากัน ก็จะพิจารณาจากราคาต่อไป จากนั้นจึงส่งรายชื่อตำราเพื่อให้โรงเรียนไปจัดหามาใช้ต่อไป

การบริหารจัดการคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ภายใต้โครงการโรงเรียนดีใกล้บ้าน ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินโครงการแล้วในโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการรอบแรก ซึ่งจะเริ่มดำเนินในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 259 แห่ง โดยทุกอย่างต้องเกิดจากการยอมรับและตัดสินใจของคนในพื้นที่ ชุมชน พ่อแม่และผู้ปกครอง แม้ที่ผ่านมาเราจะมีความพยายามที่จะยกระดับโรงเรียนขนาดเล็ก แต่ยังทำไม่สำเร็จ เพราะหลายฝ่ายไม่เห็นด้วย แต่ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ พยายามชี้แจงให้เห็นถึงทางเลือกที่ดีกว่าของบุตรหลาน โดยให้เด็ก ๆ ย้ายไปเรียนในโรงเรียนแม่เหล็กที่มีความพร้อมมากกว่าซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อพัฒนาทั้งทางด้านกายภาพและวิชาการให้สามารถรองรับนักเรียนและครูที่เพิ่มขึ้นได้

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ในส่วนของระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือสอบเข้ามหาวิทยาลัยในยุคของ Thailand 4.0 นั้น อาจจะยังไม่ได้ตอบโจทย์ Thailand 4.0 โดยตรง แต่จะมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหา (Content) ในตำราเรียน ซึ่งเป็นเรื่องหรือเนื้อหาที่เด็กต้องเรียน เพื่อนำความรู้เหล่านั้นมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการได้หารือกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อปรับระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ภายใต้หลักคิด “ลดภาระของเด็กและผู้ปกครองในการวิ่งรอกสอบ เพิ่มความยุติธรรมสำหรับเด็กด้อยโอกาสและเด็กยากจน และเพิ่มความเที่ยงตรงในการสอบคัดเลือก” เนื่องจากระบบเดิมให้โอกาสกับเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะ มากกว่าเด็กด้อยโอกาสและเด็กยากจน ที่ไม่มีเงินและไม่สามารถวิ่งรอกไปสอบได้หลายแห่ง รวมทั้งยังเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยทำการคัดเลือกเด็กเอง ทำให้สร้างความไม่เท่าเทียมและไม่เที่ยงตรงให้เกิดขึ้นในการคัดเลือก เพราะมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เร่งที่จะช้อนเด็กเก่งไว้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตเร็วๆ นี้ ระบบการสอบจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน โดยแนวโน้มคือการสอบจะต้องน้อยลง เพื่อให้เด็กได้เรียนจนครบหลักสูตร และไม่ต้องกังวลกับการเตรียมสอบต่าง ๆ มากจนเกินไป